ผลิตมากขึ้น ไม่ได้แปลว่ากำไรมากขึ้น แล้วทำไม Toyota ถึงไม่เน้นผลิตเต็มกำลัง?
Bnomics ธนาคารกรุงเทพ ชวนมองอีกมุมของการผลิต เมื่อเพิ่มกำลังผลิตไม่ได้หมายความว่าจะเพิ่มกำไรเสมอไป เพราะต้นทุน สต็อก และเงินทุนหมุนเวียน อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ถ้ามองจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว การผลิตสินค้าได้มากขึ้นอาจดูเป็นเรื่องดี เพราะนั่นหมายถึงธุรกิจมีโอกาสนำสินค้าไปขายและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น แต่ในโลกธุรกิจ “ผลิตได้มากขึ้น” ไม่ได้แปลว่า “กำไรมากขึ้น” เสมอไป
บทวิเคราะห์จาก Bnomics ธนาคารกรุงเทพ ชวนมองอีกมุมผ่านตัวอย่างง่ายๆ ของโรงงานแห่งหนึ่ง ที่สามารถผลิตสินค้าได้วันละ 10,000 ชิ้น แต่วันนี้ผลิตเพียง 8,000 ชิ้น ทั้งที่เครื่องจักรยังเดินต่อได้ พนักงานยังอยู่ และโรงงานยังมีกำลังการผลิตเหลือ
หากมองเผินๆ อีก 2,000 ชิ้นที่ไม่ได้ผลิตอาจดูเหมือนเป็นโอกาสที่เสียไป เพราะธุรกิจลงทุนซื้อเครื่องจักร จ่ายค่าเช่าโรงงาน และมีพนักงานประจำอยู่แล้ว การผลิตเพิ่มก็น่าจะช่วยให้มีสินค้าไปขายมากขึ้น
ในช่วงแรก แนวคิดนี้อาจเป็นจริง เพราะเมื่อผลิตสินค้าได้มากขึ้น ต้นทุนบางอย่าง เช่น ค่าเช่า ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร หรือเงินเดือนพนักงานประจำ สามารถเฉลี่ยไปกับสินค้าที่ผลิตได้จำนวนมากขึ้น ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยต่อชิ้นลดลง แนวคิดนี้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า Economies of Scale หรือการประหยัดต่อขนาด
แต่คำถามคือ หากการผลิตมากขึ้นช่วยลดต้นทุน แล้วทำไมบริษัทที่ขึ้นชื่อเรื่องประสิทธิภาพการผลิตอย่าง Toyota จึงให้ความสำคัญกับการ “ไม่ผลิตมากเกินไป”?
Toyota กับแนวคิด “ผลิตได้ ไม่ได้แปลว่าควรผลิต”
หนึ่งในแนวคิดสำคัญของ Toyota Production System คือ Just-in-Time หรือการผลิตสิ่งที่จำเป็น ในเวลาที่จำเป็น และในปริมาณที่จำเป็น
เหตุผลสำคัญคือ สำหรับ Toyota การผลิตสินค้ามากเกินกว่าความต้องการ หรือ Overproduction ถือเป็นความสูญเปล่ารูปแบบหนึ่ง เพราะสินค้าที่ผลิตออกมาแล้วแต่ยังขายไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีต้นทุน ตรงกันข้าม ธุรกิจยังต้องใช้เงินซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าแรง ใช้พื้นที่จัดเก็บ และมีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการสินค้าเหล่านั้น
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงที่สินค้าจะเสื่อมสภาพ ล้าสมัย หรือไม่สามารถขายได้ในราคาที่คาดไว้
ดังนั้น แม้การเดินเครื่องจักรเต็มกำลังจะทำให้ผลิตสินค้าได้มากขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสร้างกำไรได้มากขึ้นเสมอไป เพราะคำถามสำคัญกว่าคือ “สินค้าที่ผลิตเพิ่ม มีคนซื้อหรือไม่?”
ผลิตเพิ่ม 100 ชิ้น อาจไม่ได้ต้นทุนเท่ากับ 100 ชิ้นแรก
อีกประเด็นที่ธุรกิจต้องคิดให้รอบด้าน คือ ต้นทุนของการผลิตเพิ่มไม่ได้เท่ากันทุกช่วง
ในช่วงที่เครื่องจักรและพนักงานยังมีเวลาว่าง การผลิตสินค้าเพิ่มอีกเล็กน้อยอาจทำได้โดยแทบไม่ต้องเพิ่มทรัพยากรมากนัก แต่เมื่อโรงงานเริ่มทำงานใกล้เต็มกำลัง การผลิตเพิ่มอาจทำให้ธุรกิจต้องจ่ายต้นทุนเพิ่ม เช่น ให้พนักงานทำ OT เพิ่มกะการผลิต จ้างผู้ผลิตภายนอก เพิ่มรอบการขนส่ง หรือซ่อมบำรุงเครื่องจักรถี่ขึ้น
ขณะเดียวกัน คลังสินค้าและฝ่ายตรวจสอบคุณภาพก็ต้องทำงานหนักขึ้นตามไปด้วย ทำให้สินค้าที่ผลิตเพิ่มในช่วงแรก กับสินค้าที่ผลิตเพิ่มในช่วงที่โรงงานเกือบเต็มกำลัง อาจมีต้นทุนไม่เท่ากัน ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการผลิตสินค้าเพิ่มอีกหนึ่งหน่วย เรียกว่า Marginal Cost หรือ “ต้นทุนส่วนเพิ่ม”
ดังนั้น เวลาธุรกิจตัดสินใจว่าจะผลิตเพิ่มหรือไม่ จึงไม่ได้ดูเพียงต้นทุนเฉลี่ยที่ผ่านมา แต่ต้องถามด้วยว่า
“ถ้าเราผลิตเพิ่มจากวันนี้ ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร?”
ผลิตมากขึ้น เงินก็อาจจมอยู่ในสต็อกมากขึ้น นอกจากเรื่องต้นทุนการผลิตแล้ว ปริมาณสินค้ายังเกี่ยวข้องโดยตรงกับกระแสเงินสดของธุรกิจด้วย
กว่าสินค้าหนึ่งชิ้นจะเปลี่ยนกลับมาเป็นเงินสด ธุรกิจต้องซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าแรง ผลิตสินค้า เก็บสินค้า และส่งให้ลูกค้า และในบางกรณียังต้องรออีกระยะหนึ่งกว่าจะได้รับเงินจากลูกค้า
ยิ่งผลิตสินค้าไว้มาก เงินของธุรกิจก็ยิ่งถูกผูกอยู่กับสินค้าเหล่านั้นมากขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่บางช่วงธุรกิจอาจมียอดขายเพิ่มขึ้นและมีกำไรทางบัญชี แต่กลับรู้สึกว่าเงินสดในมือ “ตึงตัว” มากขึ้น เพราะต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่ม เพื่อซื้อวัตถุดิบ ถือ Inventory และรองรับยอดขายที่เพิ่มขึ้น
และหากธุรกิจผลิตสินค้ามากกว่าที่ตลาดต้องการ เงินทุนก็อาจถูกผูกอยู่กับสินค้าที่รอขายเป็นเวลานานขึ้น สุดท้ายแล้ว ก่อนที่ธุรกิจจะตัดสินใจเพิ่มกำลังการผลิต คำถามจึงอาจไม่ใช่แค่ “ผลิตได้มากที่สุดเท่าไร?”
แต่ต้องมองไปถึงว่า “การผลิตในระดับใด สร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุด?” เพราะการผลิตให้ได้มากที่สุด อาจไม่ใช่การผลิตที่ทำกำไรได้ดีที่สุดเสมอไป
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB